ข้ามไปเนื้อหาหลัก
พกาปิชาดก
ชาดก 547 เรื่อง
45

พกาปิชาดก

Buddha24 AIเอกนิบาต
ฟังเนื้อหา

พกาปิชาดก

ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ในยุคสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรมและเปี่ยมด้วยพระเมตตา วันหนึ่ง ขณะที่ทรงประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ ทรงมีพระประสงค์จะทดสอบปัญญาและความซื่อสัตย์ของเหล่าข้าราชบริพาร จึงมีพระบัญชาให้เรียกประชุมเหล่าเสนาบดีและที่ปรึกษาทั้งปวง

เมื่อเหล่าข้าราชบริพารพร้อมกันถวายบังคมแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอันทรงอำนาจแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนว่า "ท่านทั้งหลาย เรามีเรื่องจะสอบถาม พวกท่านคิดว่าสิ่งใดในโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?"

เสนาบดีผู้เฒ่าท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และใฝ่หาความรู้มานาน ตอบด้วยความเคารพยำเกรงว่า "ข้าแต่สมมติเทพ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ คือ ปัญญา เพราะปัญญาบันดาลให้เกิดความรู้ สามารถแก้ไขปัญหา และนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้" เสียงของท่านกึกก้องไปด้วยความมั่นใจ

อีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้ากองทัพผู้กล้าหาญ กล่าวแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "หาไม่พ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ กำลัง เพราะกำลังสามารถปกป้องอาณาจักรให้พ้นจากศัตรู และสามารถบังคับบัญชาให้ผู้อื่นทำตามประสงค์ได้" ท่านยกมือขึ้นกำหมัดแน่น แสดงถึงความแข็งแกร่ง

เหล่าข้าราชบริพารต่างแสดงความคิดเห็นของตน บ้างก็ว่า ทรัพย์สมบัติ ทำให้ชีวิตสุขสบาย บ้างก็ว่า ชื่อเสียง ทำให้เป็นที่นับถือ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบใดที่ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงพอพระทัย

ขณะนั้นเอง มีนกกระยางเผือกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระโพธิสัตว์ บินร่อนลงมาเกาะที่พระกรรณของพระองค์ ส่งเสียงร้องเบาๆ ราวกับจะทูลอะไรบางอย่าง พระโพธิสัตว์ทรงพยักพระพักตร์รับฟังด้วยความตั้งพระทัย

เมื่อนกกระยางหยุดร้อง พระโพธิสัตว์จึงหันมาตรัสกับเหล่าข้าราชบริพารด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยปริศนาว่า "ท่านทั้งหลาย เราได้ฟังคำตอบจากผู้ที่อยู่รอบกายเราแล้ว แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งอาจหาญยากยิ่งนัก" พระองค์ทรงเว้นวรรคเล็กน้อย ทอดพระเนตรไปรอบๆ เพื่อสังเกตสีหน้าของเหล่าข้าราชบริพาร

"สิ่งนั้นคือ 'ความเป็นผู้รู้ตนเอง'" พระโพธิสัตว์ตรัส

เหล่าข้าราชบริพารต่างพากันสงสัยและซุบซิบกันเบาๆ บ้างก็ไม่เข้าใจ บ้างก็กำลังครุ่นคิด

"ท่านอาจารย์ทั้งหลาย" พระโพธิสัตว์ตรัสต่อ "ลองพิจารณาดูเถิด ปัญญานั้นดียิ่ง แต่หากผู้มีปัญญานั้นไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีปัญญาเพียงใด ก็อาจใช้ปัญญาไปในทางที่ผิดได้ กำลังนั้นแข็งแกร่ง แต่หากผู้มีกำลังนั้นไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีกำลังเพียงใด ก็อาจใช้กำลังไปในทางที่ก่อให้เกิดโทษได้ ทรัพย์สมบัติทำให้สบาย แต่หากไม่รู้ว่าตนเองมีทรัพย์มากเพียงใด ก็อาจใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนหมดสิ้นไปได้ ชื่อเสียงทำให้เป็นที่นับถือ แต่หากไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีชื่อเสียงเพียงใด ก็อาจเหลิงไปกับคำยกย่องจนหลงลืมตัว" พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นชี้ไปที่นกกระยางเผือก

"แม้แต่นกน้อยตัวนี้" พระโพธิสัตว์ตรัส "มันรู้ดีว่าตนเองนั้นสามารถโบยบินไปได้ไกลเพียงใด รู้ว่าตนเองนั้นมีกำลังเพียงใดที่จะโผบินฝ่าลมพายุได้ มันจึงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข"

พระโพธิสัตว์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งที่ทรงดำรงพระองค์เป็นพราหมณ์ผู้มีปัญญามาก อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร แต่ด้วยความที่ หลงตนว่ามีปัญญา จึงชอบไปสั่งสอนผู้อื่น แม้แต่เรื่องที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านพราหมณ์ผู้นั้นกำลังเดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บผักผลไม้ ก็ได้พบกับ พญานาค ผู้มีฤทธิ์มากตนหนึ่งกำลังจำแลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงามนั่งอยู่ริมหนองน้ำ พญานาคเห็นท่านพราหมณ์ก็เข้าไปทักทาย

"ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ ท่านกำลังจะไปที่ใดในป่าอันรกทึบเช่นนี้?" พญานาคทักทายด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

ท่านพราหมณ์ผู้หลงตนตอบด้วยท่าทางทะนงตนว่า "เรากำลังจะไปเก็บผลไม้มาบริโภค ท่านไม่ต้องเป็นห่วง อันตรายใดๆ ในป่านี้ ไม่อาจทำอันตรายเราได้ เรามีปัญญาที่จะเอาตัวรอดได้เสมอ"

พญานาคได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ แล้วกล่าวว่า

"ท่านพราหมณ์ หากท่านแน่ใจในปัญญาของท่านเช่นนั้นไซร้ จงตอบคำถามของเราสักข้อ หากตอบได้ เราจะให้ผลไม้แก่ท่าน หากตอบไม่ได้ ท่านจงระวังตัวให้จงดี"

ท่านพราหมณ์ไม่ลังเลที่จะตอบรับ เขาคิดว่าตนเองนั้นคงจะตอบคำถามของพญานาคได้อย่างแน่นอน

"คำถามของเราคือ 'สิ่งใดในโลกนี้ที่สามารถกินเราได้ แต่เรากลับไม่สามารถกินสิ่งนั้นได้?'" พญานาคถามอย่างมีเลศนัย

ท่านพราหมณ์ครุ่นคิดอยู่นาน นึกถึงสัตว์ร้ายต่างๆ ในป่า นึกถึงพิษต่างๆ ที่สามารถทำอันตรายได้ แต่ก็ไม่สามารถตอบได้

"ท่านพราหมณ์ ท่านนิ่งไป เหตุใดจึงตอบไม่ได้?" พญานาคเย้าแหวย

ท่านพราหมณ์เริ่มรู้สึกประหม่า แต่ก็พยายามรวบรวมสติ

"เราไม่รู้" ท่านพราหมณ์ยอมรับในที่สุด "ขอท่านโปรดบอกคำตอบแก่เราเถิด"

พญานาคยิ้มอย่างมีชัย แล้วกล่าวว่า

"คำตอบนั้นคือ ความหิว ความหิวสามารถกัดกินเราได้ทุกขณะ แต่เรากลับไม่สามารถกินความหิวได้เลย"

เมื่อท่านพราหมณ์ได้ยินคำตอบ ก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เขาตระหนักว่าตนเองนั้นยังขาด ความเป็นผู้รู้ตนเอง เขาไม่ได้รู้ว่าตนเองนั้นมีความหิวอยู่เสมอ และก็ไม่ได้รู้ว่าตนเองนั้นมีขีดจำกัด

พญานาคเห็นท่านพราหมณ์มีท่าทีสำนึกผิด ก็เอ่ยว่า

"อย่าเสียใจเลยท่านพราหมณ์ การรู้จักตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ท่านได้เรียนรู้แล้ว วันนี้เราจะให้ผลไม้แก่ท่านเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ"

พญานาคจึงเสกผลไม้ทิพย์ให้แก่ท่านพราหมณ์ เมื่อท่านพราหมณ์ได้รับผลไม้นั้น ก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

พระโพธิสัตว์ทรงเล่าเรื่องราวนี้จบลง แล้วตรัสกับเหล่าข้าราชบริพารว่า

"ดังนั้น การรู้ว่าตนเองนั้นมีปัญญาเพียงใด มีกำลังเพียงใด มีทรัพย์สมบัติเพียงใด มีชื่อเสียงเพียงใด หรือแม้กระทั่งการรู้ว่าตนเองนั้นมีความหิวเป็นอย่างไร ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะการรู้ตนเองจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงไปกับกิเลส และสามารถใช้สิ่งต่างๆ ที่เรามีได้อย่างมีคุณค่า"

เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย เมื่อได้ฟังคำสอนอันลึกซึ้งของพระโพธิสัตว์แล้ว ต่างก็เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในพระปัญญาบารมี พวกเขาได้ตระหนักว่า ความเป็นผู้รู้ตนเอง นั้นเป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่ควรยึดถือปฏิบัติ

นับตั้งแต่นั้นมา เหล่าข้าราชบริพารต่างก็พยายามพิจารณาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าตนเองจะมีสิ่งใดก็ตาม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสติและไม่ประมาท

คติธรรม

การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์ และไม่หลงไปกับกิเลสทั้งปวง

บารมีที่บำเพ็ญ

ปัญญาบารมี

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์ และไม่หลงไปกับกิเลสทั้งปวง

บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สิริวิชยชาดก (The Victory of Merit)
224ทุกนิบาต

สิริวิชยชาดก (The Victory of Merit)

สิริวิชยชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่มนุษย์และเทวดายังมีปฏิสัมพันธ์กันได้ มีเมืองอันรุ่งเรือ...

💡 คุณธรรมและบารมีที่สั่งสมมา เป็นเกราะป้องกันภัยอันยิ่งใหญ่ การต่อสู้ด้วยสติปัญญาและความเมตตา สามารถนำมาซึ่งชัยชนะที่ยั่งยืนและสันติภาพ

นฬกชาดก
216ทุกนิบาต

นฬกชาดก

นฬกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง...

💡 ความเมตตาและการเสียสละย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้อื่นได้ แม้แต่ผู้ที่เคยมีจิตใจเป็นอกุศล ก็สามารถกลับมาเป็นผู้มีจิตใจดีงามได้ หากได้รับการแสดงความเมตตาอย่างแท้จริง

มหาธนูคตชาดก (Mahadhanukuta Jataka)
161ทุกนิบาต

มหาธนูคตชาดก (Mahadhanukuta Jataka)

มหาธนูคตชาดกครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่มนุษย์ยังมีอายุขัยยืนยาวกว่าปัจจุบัน ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเร...

💡 การตัดสินใจโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน นำมาซึ่งความผิดพลาดและความเดือดร้อน การใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และการแสวงหาความจริงก่อนลงโทษ เป็นหนทางแห่งความยุติธรรม

มหาปทุมชาดก
366ปัญจกนิบาต

มหาปทุมชาดก

มหาปทุมชาดกณ แคว้นอันรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง นามว่า มคธ มีพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถนามว่า พระมหาปทุม พระอง...

💡 ความอาฆาตแค้นนำมาซึ่งความเดือดร้อน การให้อภัยและให้โอกาสในการกลับตัวกลับใจเป็นหนทางสู่ความสงบสุข

สารภังคชาดก
41เอกนิบาต

สารภังคชาดก

สารภังคชาดก ณ แคว้นมคธ อันเป็นที่ตั้งแห่งเมืองราชคฤห์อันรุ่งเรือง สมัยพุทธกาล ที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรง...

💡 สารภังคชาดกสอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของปัญญา การศึกษาเล่าเรียน และการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากนี้ยังสอนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริต การมีเมตตาธรรม การให้อภัย และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แม้จะถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ต้องยืนหยัดในความถูกต้อง

สุภวาหุชาดก
75เอกนิบาต

สุภวาหุชาดก

สุภวาหุชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่ง ได้เสวยพระช...

💡 การทำความดี ย่อมส่งผลดีกลับคืนมาเสมอ แม้ในยามที่เราตกยาก ผู้อื่นก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเรา การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เพียงการแสดงความเมตตา แต่เป็นการสร้างบุญบารมี ที่จะส่งผลดีแก่ตัวเราในภายภาคหน้า

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว